ลองถามตัวเองว่า เมื่อคุณเรียนจบ คุณได้เรียนรู้ที่จะ “อ่านโลก” ได้จริงหรือแค่อ่านตำราออก คุณถูกสอนให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ หรือถูกฝึกให้ยอมรับสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น นี่ไม่ใช่คำถามที่มีไว้ทำให้อึดอัด แต่เป็นคำถามที่ Paulo Freire นักการศึกษาชาวบราซิลและนักวิชาการไทยหลายคนพยายามตอบมาตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
ในหมวดการศึกษานี้ อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ รวบรวมงานที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับแนวคิดเชิงวิพากษ์ โดยเฉพาะงานของ Paulo Freire ที่อาจารย์กาญจนาทำงานด้วยมาตั้งแต่ยุคต้น 2510 ผ่านการแปล การวิจารณ์ และการทดลองปฏิบัติจริงกับชุมชนคนงาน สิ่งที่เชื่อมงานทั้งหมดในหมวดนี้คือทัศนะว่าการศึกษาไม่ใช่เครื่องมือกลาง มันมีอำนาจปลดปล่อยหรืออำนาจกดขี่ ขึ้นอยู่กับว่ามันถูกออกแบบมาเพื่ออะไรและเพื่อใคร
แม้หมวดนี้จะมีงานเพียง 3 ชิ้น แต่แต่ละชิ้นเป็นหลักฐานของการเดินทางทางความคิดที่ต่อเนื่องมากว่าสามทศวรรษ สะท้อนให้เห็นว่าอาจารย์กาญจนาไม่ได้แค่อ่านแฟร์ร แต่นำแนวคิดนั้นมาทดสอบกับความเป็นจริงของสังคมไทย
การศึกษาเพื่อสำนึกและเสรีภาพ: แนวคิดและแนวปฏิบัติของเปาโล แฟร์ร แนะนำแก่นคิดของ Freire ผ่านการเปรียบเทียบที่ทรงพลัง ระหว่าง “การศึกษาระบบธนาคาร” ที่ถ่ายโอนความรู้แบบฝากเงินในบัญชีโดยไม่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมสร้างความหมาย กับ “การศึกษาแบบตั้งปัญหา” ที่ให้ผู้เรียนเผชิญหน้ากับชีวิตจริงของตัวเอง แนวคิด Conscientization หรือการสร้างจิตสำนึกวิพากษ์คือหัวใจของงาน และคำถามที่ฝากไว้ยังเร่งด่วนไม่เสื่อมคลาย ว่าโรงเรียนที่คุณเคยเรียนสอนให้ “อ่านโลก” หรือสอนให้หัวอ่อนต่อสังคม
ถามว่าโรงเรียนทำอะไรอยู่ เป็นบทวิจารณ์หนังสือที่อาจารย์กาญจนาเขียนตั้งแต่ปี 2521 เมื่อครั้งยังใช้ชื่อ “กาญจนา คำสุวรรณ” ชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยเมื่อห้าสิบปีก่อนกำลังเผชิญวิกฤติเดียวกับที่ทั่วโลกถกเถียง ว่าโรงเรียนสร้างคนให้ยอมรับสภาพสังคมเดิมหรือเป็นเครื่องมือเปลี่ยนแปลง กรณีศึกษาจากจีน โซเวียต แอฟริกา และแทนซาเนียที่รวมอยู่ในหนังสือเล่มนั้นสะท้อนให้เห็นว่าคำถามนี้ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปในบริบทใดบริบทหนึ่ง
เมื่อการแปลหนังสือกลายเป็นเส้นทางชีวิต เป็นคำนำที่เขียนขึ้นสามสิบปีหลังจากอาจารย์กาญจนาแปล Pedagogy of the Oppressed เป็นครั้งแรก และนำแนวคิดไปทดลองจริงกับกลุ่มคนงานทอผ้าชานเมืองกรุงเทพ ประโยคที่ว่าการแปลหนังสือเล่มนี้ “เป็นประดุจตะไบเหล็กที่ขัดเกลาตัวตนและขีดวางเส้นทางชีวิต” บอกเล่าได้ดีที่สุดว่าทำไมความคิดของแฟร์รจึงยังมีชีวิตอยู่ในงานวิชาการไทย เป็นงานที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่คือประสบการณ์ที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยชีวิตจริง
ทั้งสามชิ้นพูดภาษาเดียวกัน ว่าการศึกษาที่ดีต้องให้ผู้เรียนมีพลังในการตั้งคำถามกับโลก ไม่ใช่แค่รับข้อมูลมาเก็บสะสมไว้ในความจำ ในยุคที่ข้อมูลล้นโลกและอัลกอริทึมเลือกให้เราว่าจะรู้อะไร คำถามของแฟร์รว่า “ใครเป็นเจ้าของความรู้” และ “ความรู้นั้นรับใช้ใคร” ยิ่งมีความเร่งด่วนมากกว่าเดิม
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าการศึกษาควรทำอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่ งานในหมวดนี้จะช่วยให้คุณมีภาษาและกรอบคิดในการอธิบายความรู้สึกนั้นอย่างเป็นระบบ
