ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ความพยายามเชื่อมวัฒนธรรมเข้ากับการพัฒนาเริ่มปรากฏในวงวิชาการไทยมากขึ้น แต่หลายครั้งยังคงเป็นเพียงการนำ “วัฒนธรรม” มาตกแต่งโครงการพัฒนาแบบเดิม บทความนี้ของอาจารย์กาญจนา แก้วเทพ ตีพิมพ์ในวารสารวิจัยสังคม ปีที่ 10 ปี 2530 เสนอว่าการวิจัยพัฒนาที่แท้จริงต้องเอาวัฒนธรรมเป็นแกน ไม่ใช่เป็นเพียงฉากหลัง
งานชิ้นนี้สำรวจว่าการวิจัยในแนววัฒนธรรมหมายความว่าอย่างไรในทางปฏิบัติ โดยอาจารย์กาญจนา แก้วเทพ แยกแยะระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Research) ว่ามีจุดแข็งและข้อจำกัดต่างกันอย่างไรเมื่อต้องทำงานกับมิติทางวัฒนธรรม
ประเด็นหลักที่งานชิ้นนี้เน้นคือ วัฒนธรรมไม่ใช่ตัวแปรคงที่ที่วัดได้เพียงครั้งเดียว แต่เป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตามบริบทและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การวิจัยจึงต้องออกแบบให้รับมือกับความลื่นไหลนี้ได้ ไม่ว่าจะผ่านการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมระยะยาว การสัมภาษณ์เชิงลึก หรือการวิเคราะห์เอกสารและเรื่องเล่าของชุมชน
อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ ยังชี้ให้เห็นว่าการนำแนวทาง Communing Research มาใช้ในสังคมไทยต้องระวังการเอา “แบบ” มาจากต่างประเทศโดยไม่ปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น เพราะแม้แต่กระบวนการมีส่วนร่วมเองก็มีมิติทางวัฒนธรรมที่ต้องอ่านให้ขาดก่อน
หากคุณเคยพบว่างานวิจัยหรือโครงการพัฒนาที่ตั้งใจดีกลับ “ไม่ใช่เรื่องของชาวบ้าน” ในสายตาชาวบ้าน บทความนี้อาจช่วยให้คุณวินิจฉัยได้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และอะไรที่ต้องถูกออกแบบใหม่









