หากเคยถามตัวเองว่า สื่อพื้นบ้านจะอยู่รอดไปได้อีกนานแค่ไหน และจะต้องทำอะไรบ้างให้มันยืนยาว เอกสารชิ้นนี้มีคำตอบที่เป็นระบบที่สุดชิ้นหนึ่งในงานของอาจารย์กาญจนา แก้วเทพ
เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2549 เพื่อเป็นกรอบแนวคิดในการประชุม “โหมสื่อพื้นบ้านใต้แหลงกันหล่าว” ที่จังหวัดสงขลา เมื่อภาคีสื่อพื้นบ้านภาคใต้ทั้ง 9 โครงการมาร่วมถอดบทเรียนกัน ตั้งแต่โนรา ซีละ หนังตะลุง โต๊ะครึม ดาระ มวยลา ไปจนถึงเพลงเรือแหลมโพธิ์ อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ ทำหน้าที่สังเคราะห์ประสบการณ์จากภาคีเกือบ 60 โครงการทั่วประเทศ ให้กลั่นออกมาเป็น “สามวงล้อ” ที่หมุนประสานกัน
*”สื่อพื้นบ้านได้ถูกล้วงส่วนที่เป็นหัวใจ/ตับไตไส้พุง อันเป็นเนื้อหา/คุณค่า/ความหมายออกไปหมด จนส่วนที่เหลือนั้นมีแต่ ‘ซากของรูปแบบ’ เท่านั้น”* (พ.ศ. 2549)
ประโยคนี้เปิดให้เห็นความกังวลที่แท้จริงของอาจารย์กาญจนา แก้วเทพ ซึ่งไม่ได้เกรงกลัวการสูญหายของสื่อพื้นบ้านเพียงในเชิงรูปแบบ แต่กลัวการสูญหายของ “ความหมาย” ที่ฝังอยู่ข้างใน วงล้อที่หนึ่งจึงว่าด้วยการสืบทอดแบบ “ครบเครื่อง” ทั้งดอกใบ ลำต้น และรากเหง้า วงล้อที่สองว่าด้วยการปรับประยุกต์โดยยึดหลัก “รักษาแก่น ปรับกระพี้ เปลี่ยนเปลือก” และวงล้อที่สามว่าด้วยการสร้างเครือข่ายอย่างเสมอภาค ไม่ใช่แบบ “คุกเข่าขอรับกระผม”
สิ่งที่ทำให้เอกสารนี้โดดเด่นกว่าตำราทั่วไปคือการถักทอทฤษฎีเข้ากับเรื่องเล่าจากภาคีจริงๆ ทั้ง “ทฤษฎีบันไดปลาโจน” ที่อธิบายวิธีสร้างผู้ชมรุ่นใหม่ และ “กลยุทธ์บัวตูมบัวบาน” ที่ปรองดองสองฝ่ายระหว่างคนอนุรักษ์กับคนปรับประยุกต์
ใครก็ตามที่กำลังทำงานกับมรดกทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นสื่อพื้นบ้านหรือสิ่งอื่น จะพบว่าคำถามสามข้อที่ซ่อนอยู่ในเอกสารนี้ยังไม่มีวันหมดอายุ: สืบทอดให้ใคร ปรับเพื่ออะไร และจะหาเพื่อนร่วมทางได้จากที่ไหน









