ตีกลองอย่างไรให้ได้สุขภาวะที่ยั่งยืน

ถ้าเคยเห็นโครงการเยาวชนที่เริ่มต้นอย่างคึกคัก แล้วเงียบหายไปภายในปีสองปี ก็อาจจะนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบหนึ่งซ่อนอยู่ในบทความชิ้นนี้

ถ้าเคยเห็นโครงการเยาวชนที่เริ่มต้นอย่างคึกคัก แล้วเงียบหายไปภายในปีสองปี ก็อาจจะนึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบหนึ่งซ่อนอยู่ในบทความชิ้นนี้

บทความนี้เป็นผลงานร่วมระหว่าง อ.สุวัฒน์ ญาณะโค ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนองหล่ม จังหวัดลำพูน กับอาจารย์กาญจนา แก้วเทพ เขียนขึ้นในปี พ.ศ. 2549 ภายใต้โครงการสื่อพื้นบ้านสื่อสารสุข (สพส.) จุดเริ่มต้นคือ อ.สุวัฒน์เคยใช้กลองสะบัดชัยพัฒนาเยาวชนมาหลายรอบ แต่ก็พบปัญหาเดิมซ้ำๆ ว่า เด็กที่มาเรียนตีกลองมักหายหน้าไปในรุ่นที่สามสี่ ทำให้ต้องหยุดคิดใหม่

*”เจ็บครั้งนี้ฉันมีเธอ (ประสบการณ์การทำโครงการ) เป็นดั่งครู สอนฉันให้เข้าใจ ว่าจะตีกลองอย่างไรจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องยั่งยืน”* (พ.ศ. 2549)

สิ่งที่ค้นพบคือความไม่สมดุลระหว่าง “การขยับปัญญา” กับ “การเขยื้อนกาย” โครงการสื่อการแสดงส่วนใหญ่มักข้ามขั้น จับไม้ตีกลองก่อน โดยไม่สร้างฐานความรู้ (K) และทัศนคติ (A) ให้พอเพียง ผลลัพธ์จึงเป็นโครงการที่ “จุติอย่างเริงร่า ขยายตัวอย่างเร่าร้อน แต่ไปสู่สุคติได้อย่างรวดเร็ว” บทความนี้บันทึกกระบวนการ 11 กิจกรรมของโครงการกลองสะบัดชัยที่บ้านห้วยม้าโก้ง ลำพูน ซึ่งจัดลำดับอย่างพิถีพิถัน นับตั้งแต่การให้เยาวชนไปสัมภาษณ์ผู้เฒ่าในชุมชน ศึกษาประวัติหมู่บ้าน พบกับช่างทำกลองรุ่นสุดท้าย จนถึงพิธีขึ้นขันตั้งครูก่อนจะได้สัมผัสไม้กลองเป็นครั้งแรกในกิจกรรมที่ 9

อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ ช่วยสรุปหลักการนี้ให้คมชัดว่า “ขยับปัญญาก่อน ค่อยย้อนมาเขยื้อนกาย” ซึ่งไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่เป็นกระดูกสันหลังที่รองรับงานสื่อพื้นบ้านทุกชนิด

หากกำลังคิดจะทำงานกับสื่อพื้นบ้านประเภทการแสดงไม่ว่าจะเป็นดาบ ซีละ โนรา หรือโปงลาง บทความนี้เป็นแผนที่ที่บอกว่าเส้นทางผิดอยู่ตรงไหน และเส้นทางที่ใช่ควรจะเริ่มจากตรงไหน