เสียงจากใจของภาคีโครงการสพส

ถ้าอยากรู้ว่าเบื้องหลังงานสื่อพื้นบ้านที่ดูงดงามในรายงานนั้น มีอะไรซ่อนอยู่ บทความชิ้นนี้เปิดฉากหลังให้เห็นอย่างไม่ปิดบัง

ถ้าอยากรู้ว่าเบื้องหลังงานสื่อพื้นบ้านที่ดูงดงามในรายงานนั้น มีอะไรซ่อนอยู่ บทความชิ้นนี้เปิดฉากหลังให้เห็นอย่างไม่ปิดบัง

อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ และจรรยา พนาวงศ์ ร่วมเขียนงานชิ้นนี้ในชุด “ขับกลั่น คัดกรอง ตรองดู” ของ สพส. ปี พ.ศ. 2549 ส่วนแรกบรรยายพัฒนาการ 3 ยุคของ “สามทหารเสือหญิง” ทีมครูจาก อ.ฝางและ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่ต่อยอดจากงานวิจัยประวัติศาสตร์ชุมชนไทใหญ่มาสู่โครงการ “ร้านกโตและฟ้อนเจิงเพื่อสัมพันธ์เพื่อสุขภาพ” แต่ส่วนที่น่าเร้าใจกว่าคือส่วนที่สอง ซึ่งเป็นงานเขียนของจรรยา พนาวงศ์ ครูภาษาไทยจากโรงเรียนบ้านเวียงหวายที่เล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

*”ถ้าเรารู้จักสิ่งใดดีที่สุด ละเอียดที่สุด เราก็สามารถควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้”* (พ.ศ. 2549)

ประโยคนี้ที่อ.จรรยาจำคำสอนของอาจารย์กาญจนา แก้วเทพ มาอ้าง บอกได้มากว่าบทความชิ้นนี้ให้น้ำหนักกับ “ปัญญา” มากกว่า “ผลลัพธ์” อ.จรรยาเล่าอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาที่ประดังเข้ามาในฐานะหัวหน้าโครงการ ทั้งขีดจำกัดของตัวเอง (ภาษา เวลา การเขียนรายงาน) ความไม่เข้าใจของหน่วยงานต้นสังกัด ทีมงานที่ไม่พร้อม จนถึงชาวบ้านที่ตั้งคำถามว่าครูมาทำอะไรในชุมชน — และทุกปัญหาก็มีวิธีรับมือที่เธอค้นพบเอง

สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้ต่างจากรายงานโครงการทั่วไปคือ มันพูดถึง “ความเป็นมนุษย์” ของผู้ทำงาน ทั้งความท้อ ความสงสัย และความภูมิใจเล็กๆ เมื่อเห็นชาวบ้านกลับมาจัดประเพณีเองโดยที่ไม่มีใครบอกให้ทำ

สำหรับใครที่กำลังเริ่มงานพัฒนาชุมชน หรือเคยรู้สึกว่าตัวเองเล็กเกินไปสำหรับงานใหญ่ บทความนี้อาจเป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่า ทุกคนผ่านความไม่พร้อมมาก่อนเสมอ