เมื่อพระอาทิตย์ลับฟ้า ภาพนั้นยังเป็นเพียงธรรมชาติ — แต่เมื่อมีศิลปินหยิบปากกาขึ้นมาเขียน มันจึงกลายเป็นวรรณกรรม บทแยกแยะง่ายๆ นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการบรรยายที่อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ นำเสนอแก่นักเรียนโรงเรียนดอนเมืองในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2528
งานชิ้นนี้เกิดขึ้นในฐานะคำบรรยายสำหรับเยาวชน ก่อนที่อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ จะก้าวขึ้นมาเป็นนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ชั้นนำของประเทศ จุดยืนของงานจึงมีความพิเศษตรงที่เป็นงานวิชาการที่ยังคงภาษาอ่อนโยน เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนหนุ่มสาว แต่มีกรอบความคิดที่แม่นยำและรัดกุม
ใจความสำคัญของงานชิ้นนี้คือการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างวรรณกรรมและสังคมใน 3 มิติ ได้แก่ วรรณกรรมในฐานะกระจกสะท้อนสังคม อิทธิพลของสังคมที่กำหนดรูปแบบและเนื้อหาของวรรณกรรม และบทบาทของวรรณกรรมที่มีผลต่อสังคมในทางกลับกัน อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ ใช้ตัวอย่างที่ใกล้ชิดกับชีวิตคนไทย ตั้งแต่เพลงกล่อมเด็ก เพลงเกี่ยวข้าว ไปถึงเพลงคาราบาว และหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง เพื่อพิสูจน์ว่าวรรณกรรมทุกชนิดล้วนเป็นทั้งผลผลิตและเครื่องมือของสังคม
*”สังคมไทยปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะระส่าระส่ายสับสน เพราะฉะนั้นวรรณกรรมก็…”* (พ.ศ. 2528) — ประโยคที่เธออ้างจากกวีเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ยังสะท้อนถึงความห่วงใยที่อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ มีต่อบทบาทของวรรณกรรมในยุคสมัยนั้น
ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมเพลงหรือนวนิยายจึงไม่ใช่เพียง “สิ่งบันเทิง” แต่คือเอกสารทางประวัติศาสตร์และเครื่องมือทางวัฒนธรรม งานบรรยายชิ้นนี้ให้คำตอบที่ตรงไปตรงมาและทรงพลังในแบบที่หาได้ยากในงานวิชาการยุคหลัง









